ซึ้งครับ..

posted on 14 Nov 2009 11:38 by gaarakung

ผมไปอ่านเจอ

มีเพื่อนส่งเมลล์มา

 ย่อหน้าอะไรอาจจะผิดนิดหน่อยนะครับ..

 

 

 

 

ฉันเกิดในหมู่บ้านบนภูเขาที่ห่างไกลผู้คน

 แต่ละวันพ่อแม่ของฉันต้องพรวนดินในไร่ท่ามกลางแดดที่ร้อนระอุ

ฉันมีน้องชายอยู่หนึ่งคน
 อายุน้อยกว่าฉัน 3 ปี
 
วันหนึ่งฉันขโมยเงินของพ่อเพื่อไปซื้อผ้าเช็ดหน้าที่เพื่อนๆ
 
ของฉันมีกัน
 
จากนั้นพ่อก็รู้เรื่อง

 พ่อให้ฉันกับน้องคุกเข่าหันหน้าเข้าหากำแพง

 โดยที่ในมือพ่อมีก้านไม่ไผ่อยู่หนึ่งก้าน
"ใครขโมยเงินไป"
พ่อตวาด

 ฉันกลัวมาก
ไม่กล้าพูดอะไรออกไป
 น้องชายฉันก็เช่นกัน

พ่อจึงเอ่ยขึ้นว่า

"ก็ได้ ในเมื่อไม่มีคนรับสารภาพก็ต้องโดนลงโทษทั้งคู่นั่นล่ะ"

พ่อชูก้านไม้ไผ่ในมือขึ้น
 
ทันใดนั้น
 น้องชายของฉันก็ลุกขึ้นคว้าข้อมือของพ่อไว้....แล้วพูดว่า
 
"ผมขโมยเองครับ"

 ก้านไม้ไผ่ก้านนั้นได้กระหน่ำลงบนหลังของน้องของฉันอย่างต่อเนื่อง
 
พ่อโกรธมาก
พ่อตีน้องของฉันไม่หยุด

 จนพ่อหอบด้วยความเหนื่อย
 
พ่อนั่งลงบนเก้าอี้

 และด่าว่าน้องชายของฉัน
 " ของคนในบ้านแกเอง แกยังขโมยได้ต่อไปแกจะทำชั่วอะไรอีก แกน่าจะโดนตีให้ตาย ไอ้หัวขโมย"
 

คืนนั้น
ฉันกับแม่กอดน้องชายของฉันไว้
 

หลังของน้องมีแผลเต็มไปหมด
 
แต่เขาไม่ได้ร้องไห้แม้แต่น้อย

 กลางดึกคืนนั้น ฉันนอนร้องไห้เสียงดัง และนานมาก
 
น้องเอามือเล็กๆ
ของเขามาปิดปากฉันไว้
 แล้วพูดว่า

 " พี่ครับ
 ไม่ต้องร้องไห้นะมันผ่านไปแล้ว"
 
ยังไงฉันก็อดที่จะเกลียดตัวเองไม่ได้
 
ที่ไม่มีความกล้าจะบอกความจริงกับพ่อ

 

 หลายปีผ่านไป
 
แต่เหมือนกับว่าเหตุการณ์มันเพิ่งเกิดเมื่อวานนี้เอง
 
ฉันไม่อาจลืมคำพูดของน้องชายตอนที่เขาปกป้องฉันได้เลย
 
ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 8ปี
 ส่วนฉันอายุ 11ปี...
 
เมื่อตอนที่น้องชายของฉันใกล้จบ ม.ต้นเขาได้รับการตอบรับจากโรงเรียน ม.ปลาย ว่าเขาสอบได้

ในขณะที่ฉันซึ่งใกล้จบ
 ม.ปลาย
 
ก็ได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยของจังหวัดเช่นกัน

 คืนนั้น
 พ่อได้นั่งสูบบุหรี่อยู่ที่สวนหลังบ้าน
 
ฉันแอบได้ยินพ่อพูดว่า 

 " ลูกเราทั้งคู่เรียนดีเรียนดีมากนะ"

 แม่ซึ่งนั่งเช็ดน้ำตาอยู่ข้างๆ
 พ่อ ได้พูดว่า
 
"แล้วเราจะส่งเสียลูกทั้งคู่ได้อย่างไรในเมื่อเราก็ไม่ค่อยมีเงิน"
 
ทันใดนั้น
 น้องชายของฉันได้เดินเข้าไปหาพ่อ
 แล้วพูดว่า
 
" ผมไม่ต้องการเรียนต่อผมอ่านหนังสือมามากพอแล้ว"
 
พ่อเหวี่ยงมือตบลงที่แก้มของน้องของฉันฉาดใหญ่

"ทำไมถึงคิดโง่ๆอย่างนี้ ต่อให้พ่อต้องไปเป็นขอทานข้างถนน พ่อก็จะส่งแกทั้งคู่เรียนจนจบให้ได้"

คืนนั้นทั้งคืน พ่อได้เดินไปตามบ้านต่างๆทั่วทั้งหมู่บ้าน....เพื่อขอยืมเงิน
 
ฉันค่อยๆ
 เอามือประคบแก้มบวมๆ

 ของน้องชายเบาๆ
 และคิดว่า

" ต้องให้น้องได้เรียนต่อไม่เช่นนั้นเขาคงไม่อาจหลุดพ้นชีวิตลำบากเช่นนี้ไปได้"
 แต่ในขณะเดียวกัน ฉันก็ไม่อาจล้มเลิกความคิดอยากจะเรียนต่อไปได้

ใครจะรู้ได้ .......

วันต่อมาในตอนเช้ามืด
 
น้องชายของฉันได้ออกจากบ้านไปพร้อมทั้งเสื้อผ้าติดตัวเพียงไม่กี่ชิ้น และถั่วเพียงเล็กน้อยเพื่อประทังความหิว
 
ก่อนไปเขาได้ทิ้งข้อความไว้ใต้หมอนของฉัน

 ขณะฉันกำลังหลับ

" พี่ครับ การจะเข้ามหาวิทยาลัยได้ ไม่ใช่ง่ายๆ นะ .... ผมจะไปหางานทำ...แล้วจะส่งเงินมาให้พี่"
 
ฉันนั่งอยู่บนเตียง

 อ่านข้อความของน้องชายด้วยน้ำตานองหน้า

 
ฉันร้องไห้จนเสียงแหบแห้งไป
 
ตอนนั้นน้องของฉันอายุ
17ปี ส่วนฉันอายุ
20ปี .....

 ด้วยเงินที่พ่อยืมมาจากคนในหมู่บ้าน

 รวมกับเงินที่น้องชายของฉันได้รับเป็นค่าจ้างมาจากการทำงานเป็น

 กรรมกรแบกหามที่ไซท์ก่อสร้างท่าเรือ

 ฉันจึงสามารถเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้จนถึงปี 3

 วันหนึ่งขณะที่ฉันกำลังอ่านหนังสืออยู่ในห้องพัก

 เพื่อนร่วมห้องของฉันได้เข้ามาบอกว่า

"มีชาวบ้านมาหาเธอ...อยู่ข้างนอกแน่ะ"

ทำไมชาวบ้านถึงมาหาฉันล่ะ ???
 
ฉันเดินออกไปแล้วมองเห็นน้องชายของฉันยืนอยู่
 
ตัวของเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นปูนและทรายจากงานก่อสร้าง

 ฉันถามเขาว่า
 
"ทำไมไม่บอกเพื่อนพี่ไปว่าเป็นน้องชายพี่ล่ะ"

 น้องชายของฉันตอบยิ้มๆ ว่า
 "ก็ดูผมสิสกปรกมอมแมมออกอย่างนี้...ขืนบอกว่าเป็นน้องพี่ เพื่อนๆก็ได้หัวเราะเยาะพี่กันพอดี"
 
ฉันค่อยๆ
 เอื้อมมืออันสั่นเทาไปปัดฝุ่นให้น้อง
 
และพยายามพูดด้วยเสียงเครือๆในลำคอ

 " พี่ไม่สนใจว่าใครจะพูดยังไง เธอเป็นน้องของพี่ ไมว่าเธอจะดูเป็นอย่างไรก็ตาม"

จากนั้น
น้องของฉันได้ล้วงบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกง
 
เป็นกิ๊บหนีบผมรูปผีเสื้อ . เขาติดกิ๊บให้ฉัน

 แล้วพูดว่า
 
"ผมเห็นสาวๆ ในเมืองเค้าติดกัน ผมเลยอยากให้พี่ติดบ้าง"
 
ฉันหมดเรี่ยวแรงลงในทันใด

ดึงน้องชายเข้ามาสวมกอดและร้องไห้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเวลานาน

ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 20 ปี
ส่วนฉันอายุ 23 ปี .

วันที่ฉันพาแฟนหนุ่มของฉันมาที่บ้านเป็นครั้งแรก

ฉันสังเกตเห็นว่า หน้าต่างบ้านที่เคยแตกไป ได้ถูกซ่อมเรียบร้อยแล้ว
 
เมื่อเข้าไปในบ้านก็เห็นว่าบ้านสะอาดขึ้นมาก

หลังจากที่แฟนของฉันกลับไป
ฉันพูดกับแม่ว่า
 
"แม่ไม่ต้องเสียเงินเพื่อทำความสะอาดบ้านกับซ่อมกระจก เพียงเพราะหนูจะพาแฟนมาที่บ้านหรอกนะคะ"

แม่ยิ้ม แล้วพูดว่า
" แม่ไม่ได้จ้างหรอก...น้องชายลูกต่างหาก วันนี้เค้าขอเลิกงานเร็วเพื่อกลับมาทำความสะอาดบ้าน ลูกยังไม่เห็นมือน้องหรอกเหรอ น้องโดนกระจกบาดตอนกำลังเปลี่ยนกระจกบานใหม่น่ะ"
 
ฉันรีบเข้าไปหาน้องที่ห้องนอนของเขา

ฉันรู้สึกเหมือนถูกเข็มนับร้อยเล่มทิ่มลงกลางใจเมื่อได้เห็นบาดแผลบนมือ

ฉันจับมือน้องเอาไว้อย่างเบามือที่สุด "เจ็บมากไหม" ฉันถาม


 "ไม่เจ็บสักหน่อย พี่ก็รู้นี่ผมทำงานก่อสร้างนะ วันๆ มีหินตกมาใส่เท้าผมเต็มไปหมด แต่มันก็ไม่ได้ทำให้ผมคิดเลิกทำงานหรอกนะ และ..."

น้องชายของฉันยังพูดไม่จบประโยค แต่ก็ต้องหยุดพูด
 
เพราะฉันหันหน้าหนีเขา
 
น้ำตาไหลอาบหน้าของฉันอีกครั้ง

"เพราะพี่เป็นพี่สาวของผมนี่ครับ"
ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 23 ปี
 ส่วนฉันอายุ 26 ปี...

 หลังจากนั้น
ฉันก็ได้แต่งงานและย้ายเข้าไปอยู่ในเมือง
 
หลายครั้งที่สามีของฉันชักชวนให้พ่อแม่ของฉันย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองด้วยกัน...

แต่ท่านทั้งสองก็ปฏิเสธ

ท่านบอกว่า ท่านเคยย้ายออกจากหมู่บ้านครั้งหนึ่ง
 
แต่เมื่อออกไปแล้ว ท่านไม่รู้จะทำอะไรดี
 
จึงได้ย้ายกลับเข้ามาใช้ชีวิตในหมู่บ้านตามเดิม
 
น้องชายของฉันก็ไม่เห็นด้วยกับการที่จะให้เขาและพ่อแม่ย้ายออกไป ...

 เขาบอกกับฉันว่า

"พี่คอยอยู่ดูแลพ่อและแม่ของสามีพี่ทางนั้นเถอะผมจะดูแลพ่อและแม่ทางนี้เอง"

 สามีฉันได้ขึ้นเป็นประธานของบริษัทของครอบครัว

 เราทั้งคู่อยากให้น้องชายของฉันเข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการบริษัท

 ...


 แต่น้องชายของฉันก็ไม่รับตำแหน่งนี้

 เขาขอเข้าทำงานในตำแหน่งพนักงานธรรมดา
 
วันหนึ่ง น้องชายของฉันต้องปีนบันไดขึ้นไปซ่อมสายเคเบิล และตกลงมาเพราะโดนไฟดูด
 
เขาถูกรีบหามส่งโรงพยาบาล
 
ฉันและสามีรีบไปเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาล
 
น้องชายของฉันขาหักต้องเข้าเฝือกที่ขา
 
... ฉันโกรธมาก จึงตวาดน้องไปว่า
 
" ทำไมถึงไม่ยอมรับตำแหน่งผู้จัดการ หา!!! ถ้าเป็นผู้จัดการก็จะได้ไม่ต้องมาทำงานเสี่ยงๆอย่างนี้ ดูตัวเองซิ...เจ็บเจียนตายอยู่แล้ว ทำไมถึงไม่ยอมฟังพี่บ้าง"

 คำตอบจากปากน้องของฉันรวมถึงสีหน้าเคร่งเครียด ยังยืนยันความคิดเดิมของเขา
 
"พี่ลองคิดถึงพี่เขยสิครับ พี่เขยเพิ่งจะได้เป็นประธาน ส่วนผมมันการศึกษาต่ำถ้าผมได้เป็นผู้จัดการ คงจะมีเสียงนินทาว่าร้ายเต็มไปหมด"

 น้ำตาปริ่มดวงตาของฉันรวมทั้งสามีของฉันด้วย .....

 ฉันบอกกับน้องว่า "แต่ที่เธอไม่ได้เรียนต่อก็เพราะพี่..."

 "ทำไมต้องพูดถึงเรื่องที่ผ่านไปแล้วด้วยล่ะครับ"

 น้องชายของฉันจับมือฉันไว้

 ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 26 ปี

ส่วนฉันอายุ 29 ปี...

  
เมื่อน้องชายของฉันอายุได้ 30 ปี
 
เขาได้แต่งงานกับผู้หญิงในที่ทำงานที่เดียวกัน
 
ในงานแต่งงา ประธานในงานได้ถามน้องชายของฉันว่า

" ใครคือคนที่คุณรักที่สุดในชีวิตนี้"
 
น้องชายของฉันตอบอย่างไม่ลังเล "พี่สาวของผมครับ" .....
 
และเขาก็เล่าเรื่องราวที่แม้แต่ฉันยังจำไม่ได้

 "ตอนผมอยู่โรงเรียนประถม โรงเรียนอยู่อีกหมู่บ้านหนึ่ง เราสองคนพี่น้องต้องใช้เวลาถึง 2ชม. เพื่อเดินไปเรียน...และเดินกลับบ้าน วันหนึ่งในวันที่หิมะตกหนักผมทำถุงมือหายไปข้างหนึ่ง พี่สาวผมจึงได้ให้ถุงมือของเธอข้างหนึ่ง และเธอก็ใส่ถุงมือเพียงข้างเดียวเดินเป็นระยะทางไกล เมื่อเรากลับถึงบ้านมือเธอบวมแดงเพราะอากาศหนาว เธอไม่สามารถจับช้อนทานข้าวได้ด้วยซ้ำ  .......นับจากวันนั้น ผมสาบานกับตัวเอง ว่าตลอดชีวิตของผม ผมจะดูแลพี่สาวของผมให้ดี และจะทำดีกับเธอ"

 เสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่ว
 
สายตาทุกคู่ของแขกเหรื่อหันมาจับจ้องที่ฉัน
 
คำพูดจากปากฉันออกมาอย่างยากลำบาก ....... 
 
"ในโลกใบนี้คนเดียวที่ฉันรู้สึกขอบคุณที่สุดคือน้องชายของฉันค่ะ"

ในวาระที่มีความสุขที่สุดเช่นนี้
 
น้ำตาได้รินไหลออกมาจากสองตาของฉันอีกครั้ง...
 
จงรัก และห่วงใยคนที่คุณรักในทุกๆ
 
วันในชีวิตของคุณและเขา

 คุณอาจจะคิดว่าสิ่งที่คุณทำให้ใครสักคนเป็นเพียงสิ่งเล็กๆน้อยๆ
 
แต่สำหรับคนคนนั้นอาจจะมีความหมายมากอย่างคาดไม่ถึง
 
.. ไม่ว่าเขาคนนั้นจะคือ

 พ่อ แม่ พี่ น้อง ญาติ คนรัก เพื่อน
 
หรือแม้คนที่คุณไม่รู้จักก็ตาม 
 


 จบบริบูรณ์....

 
ปล.ปัจจุบันผู้เป็นพี่สาวอายุ 86 ปีตำรงตำแหน่งเป็นผู้บริหารใหญ่บริษัทฮุนไดและในเครือกว่า 20 บริษัท
 น้องชายอายุ 83 ปีเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทเล็กๆ ที่มีชื่อเป็นภาษาเกาหลีว่า


"ซัมซุง"